จุรินทร์ จับมือเอกชน เร่งตัวเลขส่งออก จี้ส่งมอบเดือนธันวาถึงต้นปี

0
3035

จุรินทร์ จับมือเอกชน เร่งตัวเลขส่งออก จี้ส่งมอบเดือนธันวาถึงต้นปี

4 ธันวาคม 2562 เวลา 12.00 น. นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ แถลงภายหลังการประชุม War Room ด้านการส่งออกในโครงสร้างของ กรอ.พาณิชย์ หรือ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ด้านการพาณิชย์ โดยนายจุรินทร์ กล่าวว่า เรื่องการส่งออก ตนได้เชิญผู้แทนของสภาหอการค้าและสภาอุตสากรรมรวมทั้งภาคธุรกิจเอกชน มาร่วมหารือกันเพื่อเร่งรัดตัวเลขการส่งออกในช่วงปลายปีกับช่วงต้นปีหน้า ซึ่งภาคธุรกิจเอกชนก็จะประกอบด้วยทั้งในส่วนของผู้ส่งออกพืชผลทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าว มันสำปะหลังยางพารา สินค้าเกษตรแปรรูป และสภาอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี น้ำมัน อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ


สำหรับการหารือในวันนี้ เพื่อที่จะเร่งรัดการส่งมอบในส่วนที่ได้นำคณะจากกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนไปเปิดตลาดและลงนาม MOU ในหลายประเทศซึ่งตัวเลขล่าสุดที่มีการรวบรวมนั้นได้ทำ MOU ไปทั้งหมด 35 ฉบับ เป็นวงเงินทั้งสิ้น 44,722 ล้านบาท และทำกิจกรรมจับคู่ซื้อขายทางธุรกิจอีก 26,244 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 70,967 ล้านบาทในช่วงสองเดือนโดยประมาณที่ผ่านมา ส่วนที่สองคือในเรื่องของการเร่งรัดนอก MOU เพื่อให้เร่งการส่งมอบสินค้าในเดือนธันวาคม 2562 และช่วงต้นปี ผลการหารือเบื้องต้นนั้นทางสภาหอการค้าและสภาอุตสากรรม รับในการที่จะไปรีบเรียกประชุมสมาชิกที่สำคัญ ที่จะมีผลต่อตัวเลขการส่งออกให้ช่วยดำเนินการเร่งรัดการส่งมอบในช่วงเดือนธันวาคมและช่วงต้นปี ให้มีผลเร็วขึ้น ซึ่งวันที่ 6 ธันวาคม 2562 ก็จะได้คำตอบว่าเฉพาะในเดือนธันวาคม จะช่วยเร่งการส่งมอบได้เพิ่มเติมจากที่จะต้องส่งมอบปกติเท่าไหร่และช่วงเดือนมกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคมตัวเลขจะเป็นอย่างไร

” แล้ววันนี้ที่ได้มีการหารือเบื้องต้นคร่าวๆก็คือว่าเดือนธันวาคม 2562 และเดือนมกราคม 2563 ก็มีโอกาสในการเร่งรัดการส่งมอบให้เร็วขึ้นได้ในหลายรายการ เช่น ยางพารา ที่ภาคเอกชนได้ไปทำสัญญาไว้กับประเทศอินเดียและตุรกี ในช่วงที่ผมนำคณะเดินทางไปมีความเป็นไปได้ว่าจะสามารถเร่งรัดการส่งออกในช่วงเดือนธันวาคม|จากที่จะส่งมอบ 2,800 ตัน เพิ่มขึ้นเป็น 3,500 ตัน นอกจากนั้นในเรื่องของการยางแห่งประเทศไทยก็จะที่ได้ทำ MOU ไว้เมื่อไม่กี่วันมานี้จะจัดให้มีการส่งมอบในช่วงสัปดาห์ที่ที่ 3 หรือ 4 ของเดือนธันวาคมประมาณ 5,000 ตัน นอกจากนั้นในเรื่องของข้าวก็จะมีการเร่งรัดการส่งมอบสำหรับบางบริษัทเดือนธันวาคมจะเร่งรัดการส่งมอบได้ 1,500 ตัน เช่น-การส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ของบริษัทซีพี เป็นต้น” นายจุรินทร์ กล่าว


รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สำหรับมันสำปะหลังมีตัวเลขสัญญาซื้อขายแล้ว แต่ปัญหาอุปสรรคตอนนี้ก็คือไม่มีของส่ง ต้องรอในช่วงปลายเดือนมกราคมเป็นต้นไปที่จะมีผลิตภัณฑ์ฤดูใหม่ออกมา ส่วนสำหรับข้าวที่เรานำคณะไปที่ประเทศตุรกีที่ผ่านมานั้นได้ทำสัญญาขายข้าวของบริษัทโตมีอินเตอร์เทรดโดยทำสัญญา MOU ไว้ 3,000 ตัน จะส่งมอบทันทีในกลางเดือนธันวาคม 2562 นี้ จำนวน 1,000 ตัน และมอบเดือนมกราคม 1,000 ตันตามด้วยเกือนกุมภาพันธ์ 2563 อีก 1,000 ตันก็จะเต็มจำนวนทันทีภายในสามเดือน ด้าน บ.ยูนิเวอร์แซลไรซ์ จะส่งเดือนธันวาคมงวดแรก 200 ตันโดยประมาณ

สำหรับการส่งออกไก่ของบริษัทซีพีเอฟ ปกติจะส่งไก่เดือนละ 40,000 ตัน วันนี้รับปากว่าเฉพาะในเดือนธันวาคม 2562 นี้จะช่วยเร่งเพิ่มให้อีก 10,000 ตันทั้งในรูปของไก่สดและไก่แปรรูปก็จะมีส่วนในการเพิ่มตัวเลขของเดือนธันวาคมนี้

สำหรับภาคน้ำมันโดยเฉพาะ ปตท.ในปี 2563 มีเป้าหมายว่า จะส่งเสริมการใช้น้ำมันทดแทนมากขึ้นซึ่งจะมีน้ำมันส่วนเกินที่จะส่งออกได้มากขึ้นได้รับแจ้งว่าคาดว่าตัวเลขการส่งออกน้ำมันในปี 2563 ก็จะเพิ่มขึ้น

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในส่วนของธุรกิจอิเล็คทรอนิกส์มีบริษัทยักษ์ใหญ่ 2 ราย คือ บริษัทเวสเทิร์นดิจิตอลกับบริษัทซีเกท เทคโนโลยี ซึ่งทางสภาหอการค้ากับสภาอุตสาหกรรม จะไปประชุมร่วมกันอีกครั้งหนึ่งว่าตัวเลขที่แน่นอนเป็นอย่างไรแต่ก็ได้รับการยืนยันว่าต้น 2563 จะช่วยเร่งทำตัวเลขส่งออก

สำหรับการส่งออกภาคอุตสาหกรรมรถยนต์ ทางบริษัทโตโยต้ายืนยันว่าเฉพาะในเดือนธันวาคมจะส่งออกเพิ่มจากตัวเลขที่ส่งออกปกติให้ได้ประมาณ 1,000 คัน จากตัวเลขส่งออกปกติในเดือนธันวาคม สำหรับบริษัทฮอนด้าตัวเลขส่งออกปีหน้าจะช่วยทำให้เพิ่มขึ้นให้ได้เพราะปีหน้าจะส่งออกรถยนต์ไฮบริด ทางด้านบริษัทผลิตยางรถยนต์ของไทยรายใหญ่ คือ ดีสโตน จะช่วยเร่งรัดให้เร่งส่งออกให้ได้ 1,200 ตู้ เฉพาะเดือนธันวาคมและเดือนมกราคม ถึงมีนาคม จะช่วยทำตัวเลขเพิ่มได้อีกจาก 1,200 ตู้ เป็นเดือนละ 1,700 ตู้โดยประมาณ

” เราจับมือร่วมกันในการทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับภาคเอกชนภายใต้ กรอ.พาณิชย์ อันนี้ถือเป็น War room หนึ่งที่มาช่วยกันเร่งทำตัวเลขการส่งออกและขอขอบคุณทั้งสภาหออุตสาหกรรมและภาคเอกชนทุกรายรวมทั้งสมาคมแป้งมันและอีกหลายท่านที่อยู่ในที่นี้ที่จะช่วยกันในการที่จะเร่งนำเงินรายได้เข้าประเทศให้เร็วที่สุดในภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว” นายจุรินทร์ กล่าว

นอกจากนี้ นายจุรินทร์ ยังแถลงผลการประชุม กรรมการ นโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ) ด้วยว่า เรื่องการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดวันนี้ ที่ประชุมได้มีมติให้ความเห็นชอบโครงการประกันรายได้ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดด้วยจากประกันรายได้ที่กิโลกรัมละ 8.50 บาทครอบครัวละไม่เกิน 30 ไร่ ที่ความชื้นไม่เกิน 14.5%ปลูกตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป ตั้งเป้าว่าจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 11 ธันวาคมนี้โดยการจ่ายเงินส่วนต่างตั้งเป้าว่าจะเริ่มจ่ายงวดแรกวันที่ 20 ธันวาคม และจะจ่ายทยอยไปทุกเดือนแล้วก็หนึ่งครอบครัวมีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างไม่เกิน 30 ไร่


นอกจากนั้นยังมีมาตรการคู่ขนานไปด้วยคือให้สถาบันเกษตรกรสามารถกู้เงินเพื่อเก็บรวบรวมข้าวโพดอาจจะเป็นช่วงที่ข้าวโพดออกมากเป็นต้น เพื่อไม่ทำให้ราคาตกลงไป โดยรัฐบาลจะช่วยเหลือ ดอกเบี้ยร้อยละ 3 เป็นวงเงินกู้ 1,500 ล้านบาท รวมทั้งผู้ประกอบการก็เช่นเดียวกัน สามารถใช้สิทธิ์ในการกู้เงินเพื่อเก็บข้าวโพดไว้ในสต๊อก หนึ่งช่วงที่ข้าวโพดออกเยอะที่ต้องเก็บ 2 ถึง 4 เดือนก็จะช่วยดอกเบี้ยที่ร้อยละ 3 เช่นเดียวกัน คือ มาตรการคู่ขนานหรือมาตรการเสริมที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อศึกษาเรื่องการลักลอบนำเข้าข้าวโพดเพราะว่าพบว่ามีตัวเลขที่น่าจะมีการลักลอบนำเข้าในปริมาณที่ไม่น้อยไปกว่าการนำเข้าโดยถูกกฎหมาย ซึ่งคณะทำงานชุดนี้จะไปศึกษาว่าควรจะบริหารจัดการจัดการกับการลักลอบนำเข้าอย่างไรนอกจากมาตรการปกติที่ทำกันอยู่และประการที่สองก็คือสำหรับของกลางที่ยึดได้จากการกระทำความผิดในการลักลอบนำเข้านั้นจะไปบริหารจัดการอย่างไรซึ่งปัจจุบันนี้เมื่อจับได้ก็จะส่งกรมวิชาการเกษตรตรวจถ้าพบว่าไม่มีคุณภาพหรือมีปัญหาเรื่องเชื้อโรคก็จะนำไปทำลายแต่ถ้าถูกต้องก็จะนำมาประมูล ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นมาตรการที่เหมาะสมแล้วหรือไม่เพราะในที่สุดก็เท่ากับเป็นการมาเพิ่มปริมาณข้าวโพดในประเทศและทำให้ข้าวโพดในประเทศราคาตกอยู่ดี จึงให้ไปศึกษาหาวิธีว่าจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธีไหนอย่างไรแล้ว

Facebook Comments