ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับคุณภาพชีวิต ลุยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรพื้นที่ คทช.-ส.ป.ก.4-01 อุทัยธานี-นครสวรรค์

0
9271

ส.ป.ก. เดินหน้าส่งเสริมอาชีพเกษตรกรพื้นที่ คทช.-ส.ป.ก.4-01 จ.อุทัยธานี และนครสวรรค์ พร้อมหนุนรวมกลุ่มบริหารจัดการผ่านระบบสหกรณ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล นำโดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีนโยบาต้องการลดความเหลื่อมล้ำของสังคม และสร้างโอกาสการเข้าถึง บริการของรัฐ เพื่อแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกร การรุกล้ำเขตป่าสงวน และการรักษา ความมั่นคงของฐานทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ขึ้น เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่สงวนหวงห้ามของรัฐ และจัดสรรที่ดินให้กับผู้ยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินและอยู่อาศัย ได้มีที่ทำกิน เพื่อใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ ส.ป.ก. ได้ดำเนินการนำที่ดินแปลงว่าง เนื้อที่ประมาณ 3,239-2-39 ไร่ ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) เคยขอใช้ประโยชน์และหมดอายุสัญญาเช่าจาก ส.ป.ก. มาดำเนินการจัดที่ดิน ในลักษณะแปลงรวม ไม่ให้กรรมสิทธิ์ ให้บริหารจัดการที่ดิน ในรูปแบบกลุ่มหรือสถาบันเกษตรกรตามเงื่อนไขของ ส.ป.ก. ซึ่งพื้นที่โครงการแบ่งออกเป็น 8ชุมชน รองรับการจัดเกษตรกร จำนวน 486 ราย ได้แก่ แปลงที่อยู่อาศัย 486 แปลงๆ ละ 0-1-50 ไร่ รวมเนื้อที่ประมาณ 183-0-92 ไร่ และแปลงเกษตรกรรม 486 แปลงๆ ละ4-2-50 ไร่ รวมเนื้อที่ประมาณ 2,189-3-92 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่หมู่ที่ 4, 6 และ 8 ตำบลระบำ และหมู่ที่ 7 และ 10 ตำบลลานสัก อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี

ส.ป.ก. ได้ดำเนินการจัดที่ดิน ปี 2558-2563ให้เกษตรกรเข้าทำประโยชน์ในรูปแบบแปลงรวมผ่านกระบวนการสหกรณ์ โดยสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด ขอเช่าที่ดินจาก ส.ป.ก. เนื้อที่ประมาณ 2,423-0-84 ไร่ และจัดให้สมาชิก 369 ราย ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำการเกษตร เช่น ปลูกผัก ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและมันสำปะหลัง อย่างไรก็ตาม ส.ป.ก. ได้มีการส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐาน เช่น จัดสร้างสระเก็บน้ำในแปลงเกษตรกรรม และส่งเสริมพัฒนาอาชีพ ให้กับเกษตรกรในพื้นที่โครงการ คทช. อาทิ เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตก้อนเชื้อและเพาะเห็ดนางฟ้าจำหน่าย ยกระดับการปลูกผักอินทรีย์ การพัฒนาต่อยอดหม่อนไหม เป็นผ้าทอฝ้ายแกมไหมและยอมสีธรรมชาติ และสืบทอดการทอเสื่อด้วยกกย้อมสีธรรมชาติ

นายมงคล เงินกลม สมาชิก คทช.จังหวัดอุทัยธานี และประธานแปลงใหญ่ผัก กล่าวว่า เดิมอาศัยอยู่ในที่สวนป่า โดยปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นอาชีพ แต่ภายหลังที่ดินถูกเรียกคืน เพื่อนำมาจัดโครงการ คทช. ตนจึงเข้าร่วมโครงการ และได้รับการจัดสรรที่ดิน จำนวน 4 ไร่ 2 งาน ตั้งแต่ปี 2560 โดยแบ่งพื้นที่ปลูกผัก เช่น มะระขี้นก พริก คะน้า ผักชี ผักกาด ขุดสระเก็บน้ำไว้ใช้ และเลี้ยงปลาดุก โดยมี ส.ป.ก. ให้การสนับสนุน แนะนำ และดูแลอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผักที่ปลูกได้ส่งจำหน่ายให้กับสหกรณ์ สามารถสร้างรายได้เดือนละ 20,000 บาท ทั้งนี้ ในอนาคตมีแผนที่จะแบ่งพื้นที่ปลูกผลไม้ 2 ไร่ เช่น เงาะ มะละกอ มะนาว ควบคู่การปลูกผัก เพื่อให้มีรายได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตาม การได้มีที่ดินทำกินเป็นของตัวเอง ทำให้รู้สึกมีความมั่นคงในอาชีพ และช่วยพัฒนาชีวิตที่ดีขึ้น

นางสาวสุภาพร กุลโคตร สมาชิก คทช.จังหวัดอุทัยธานี และประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด กล่าวว่า ได้อพยพจากพื้นที่ไม่ถูกกฎหมาย ในพื้นที่เขตป่าสงวน และเข้าโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล จังหวัดอุทัยธานี ชุมชนที่ 1 ซึ่งมีหน่วยงานสนับสนุนงบประมาณ และส่งเสริมอาชีพ รวมทั้งส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการผ่านระบบสหกรณ์ ทั้งนี้ จากเดิมปลูกมันสำปะหลัง ก็ได้ปรับพื้นที่บางส่วนมาปลูกพืชผัก โดยมีเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. และสหกรณ์ ช่วยให้คำแนะนำการประกอบอาชีพ และต่อยอดด้านการตลาด

“สมาชิกทุกคนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ คทช. จะได้รับที่ทำกิน 4 ไร่ 2 งาน ที่อยู่อาศัย 150 ตารางวา และงบประมาณสร้างบ้านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน 40,000 บาท สำหรับพื้นที่ ชุมชนที่ 1 สมาชิกส่วนใหญ่ทำอาชีพปลูกผัก เช่น มะระจีน ถั่วฝักยาง แตงกวา มะเขือ อย่างไรก็ตาม หลังจากย้ายมาอยู่ในพื้นที่ คทช. สร้างความมั่นคงในอาชีพ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ปฏิรูปที่ดินระบำ จำกัด กล่าว

ด้านนางสาวปวีณา หอมแงไว้ รองประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรอินทรีย์ผสมผสาน บ้านพนาสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า ตนได้รับการสืบทอดที่ดิน ส.ป.ก. จากสมัยปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งได้รับการจัดสรร ส.ป.ก.4-01 จำนวน 22 ไร่ แต่เดิมใช้พื้นที่ในการทำนา ต่อมาในปี 2556 ได้ปรับพื้นที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพด และในปี 2558 แบ่งพื้นที่ จำนวน 12 ไร่ ได้ริเริ่มทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชผักสวนครัวแบบอินทรีย์ มีรายได้เลี้ยงครอบครัวประมาณเดือนละ15,000 บาท จากนั้นในปี 2562 เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ได้มาส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการปลูกป่าวนเกษตร โดยมีการสนับสนุนพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ซึ่งเป็นไม้เศรษฐกิจ เช่น ไมสัก พยูง ยางนา ยูคาลิปตัส มาเสริม ทำให้มีรายได้ตลอดทั้งปี และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ ส.ป.ก. ได้แนะนำความรู้การผลิตถ่านชีวภาพไบโอชาร์ (Biochar) พร้อมจัดสรรงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และทำแปลงทดลองใช้ถ่านชีวภาพไบโอชาร์ ช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา เกิดผลดีอย่างมาก ดินที่บำรุงด้วยถ่านชีวภาพไบโอชาร์ ร่วนซุย มีคุณภาพมากขึ้น ปลูกพืชผักงอกงาม เขียวสวย ทำให้สมาชิกในกลุ่มฯ ได้นำไปใช้ในแปลงของตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มฯ 50 กว่าคน ทั้งนี้ นอกจากเราจะผลิตถ่านชีวภาพไบโอชาร์เพื่อใช้เองแล้ว ยังนำไปจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่งด้วย

“เมื่อก่อนทำงานบริษัทเอกชน ต้องอยู่ห่างครอบครัว พอได้มีที่ดินทำมาหากิน ทำให้มีความสุข เพราะได้อยู่กับครอบครัว และทำกิจกรรมร่วมกัน นางสาวปวีณา กล่าว