เกษตรฯ จับมือ ซี.พี. เชื่อมโยงตลาด โครงการนาแปลงใหญ่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี

0
1355

เกษตรฯ จับมือ ซี.พี. เชื่อมโยงตลาด โครงการนาแปลงใหญ่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดิจกรรมสร้างความเข้าใจการพัฒนาระบบการผลิตตามมาตรฐาน การรับรองแบบกลุ่ม ในพื้นที่นาแปลงใหญ่ จังหวัดสุพรรณบุรี ณ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด (ข้าวตราฉัตร) ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันผลิต จำหน่ายและบริหารจัดการร่วมกัน ทั้งในรูปของกลุ่มเกษตรกร/วิสหกิจชุมชน/สหกรณ์ เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาด การเชื่อมโยงตลาด และบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลระหว่างอุปทานและอุปสงค์ของสินค้าเกษตร ทั้งนี้ นาแปลงใหญ่ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและบิหารจัดการผลิตข้าว มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้แก่กลุ่มเกษตรกรให้มีความยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปรับเปลี่ยนห่วงโซ่การผลิตข้าวแบบเดิม โดยผสานเชื่อมโยงกันตั้งแต่การเพาะปลูกข้าวไปจนถึงการตลาด รวมทั้งการผลิตข้าวที่ได้มาตรฐาน อาทิ การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP)

ด้าน นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการมกอช. กล่าเสริมว่า กระบวนการรับรองการผลิตข้าวแบบกลุ่ม เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถขอการรับรองได้รวดเร็วขึ้น โดยกลุ่มเกษตรกรต้องมีระบบการผลิตและระบบควบคุมภายในกลุ่ม (Internal Control System) ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับรองว่า กิจกรรมการผลิตของเกษตรกรเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดและเชื่อถือได้ การมีระบบควบคุมภายในของกลุ่มเกษตรกรจะช่วยให้กลุ่มมีการบริหารงานเป็นระบบในลักษณะการประกันคุณภาพของกลุ่ม โดยใช้เอกสารต่างๆ เป็นเครื่องมือ ช่วยให้กลุ่มสามารถปฏิบัติงานได้ถูกต้องตามแนวทางความยั่งยืนหรือข้อปฏิบัติของกลุ่มที่ได้ตกลงกันไว้

ด้าน นายไตรรัตน์ อุดมศรีโยธิน  รองกรรมการผู้จัดการ งานพัฒนาวัตถุดิบต้นน้ำ บริษัท ข้าว ซี.พี.จำกัด (ข้าวตราฉัตร) กล่าวว่า ด้วยโจทย์และปณิธานบริษัทฯ คือการดำเนินธุรกิจข้าว ภายใต้ความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม นอกจากการให้ความสำคัญเรื่องพัฒนาคุณภาพข้าวไทย สิ่งหนึ่งที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญมาตลอดคือ การมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น และมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความยั่งยืนสู่เกษตรกรไทย

ด้วยข้าวตราฉัตร ดำเนินธุรกิจข้าวมากว่า 30 ปี และจัดโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว ร่วมกับเกษตรกรสมาชิกมาแล้วถึง 10 ปี เรียกได้ว่ประสบการณ์และองค์ความรู้ด้านข้าวมีพอสมควร จึงได้ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรเครอข่ายภาครัฐ ภาคเกษตรกรสมาชิก และภาคประชาชน ร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการลักดันโครงการนาแปลงใหญ่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เพื่อเชื่อมโยงการผลิตข้าวกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ให้เข้มแข็ง และเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มของผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพตรงตามมาตรฐาน GAP

โครงการนาแปลงใหญ่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เป็นการบริหารจัดการระบบผลิตข้าวในแปลงนาแบบครบวงจร เริ่มต้นจากประชุมรับสมัครสมาชิกเกษตรกรในพื้นที่ มีภาครัฐ ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กรมการข้าว กรมวิชาการเกษตร และภาคเอกชน ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญของบริษัทฯ จับมือร่วมกันให้ความรู้ความเข้าใจกับเกษตรกร เรื่องการปลูกข้าวที่ถูกวิธี ด้วยระบบ GAP พร้อมดูแล และให้คำปรึกษาต่อเนื่องทั้งกระบวนการผลิตข้าว ตั้งแต่ขั้นตอนการปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยวผลผลิตพร้อมกัน มีระบบการรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อวางแผน และบริหารจัดการ ใช้เทคโนโลยี และเครื่องจักรกลมาเกี่ยวข้องในระบบการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งการรวมกลุ่มเกษตรกร ทำให้เกิดความเข้มแข็งกลุ่ม มีอำนาจในการต่อรอง เพื่อลดต้นทุนการผลิต สามารถประหยัดทั้งเวลา และแรงงานคน ได้

นอกจากการให้ความช่วยเหลือด้านข้อมูลวิชาการและทีมงานที่เข้าไปดูแล อีกสิ่งที่บริษัทฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการฯ คือ การเชื่อมโยงการตลา เข้ากับโครงการฯ โดยบริษัทฯ ซื้อผลผลิตข้าวเกษตรกรสมาชิก ในราคานำตลาด บวกเพิ่มอีกตันละ 300 บาท สำหรับข้าวปทุมธานี1 และประกันราคาอยู่ที่ 12,000 บาทต่อตัน สำหรับข้าว กข43 ทำให้เกษตรกรสมาชิกมั่นใจได้ว่า ผลผลิตข้าวที่เค้าปลูก มีแหล่งตลาดรองรับที่แน่นอน เพราะมีระบบการตรวจสอบวัดความชื้น และตาชั่งที่ได้มาตรฐาน  

และเป็นเวลากว่า 4 ปี (พ.ศ.2559-2562) จากความสำเร็จในการดำเนินโครงการนาแปลงใหญ่ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ทำให้ปัจจุบันนี้ ปี 2562 มีเครือข่ายเกษตรกรสมาชิก ผู้ปลูกข้าวปทุมธานี1 และข้าว กข43 รวมทั้งสิ้นจำนวน 532 ราย พื้นที่รวมทั้งหมด 14,727 ไร่ ซึ่งสามารถช่วยเกษตรกรสมาชิก ผู้ปลูกข้าว กข43 (เปรียบเทียบกับข้าวขาว) ลดต้นทุนการผลิต 522 บาทต่อไร่ (ลดลง 10%) และทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น เฉลี่ย1,597 บาทต่อไร่ กลุ่มเกษตรกรสมาชิกกลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มต้นแบบ เพื่อส่งต่อโมเดลนี้ไปยังสมาชิกตำบลอื่นๆ ในอนาคตได้ ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) พัฒนาการผลิตตามมาตรฐาน โดยใช้ระบบการรับรองแบบกลุ่ม (ICS) เข้ามาช่วยในโครงการฯ จะทำให้ระบบการผลิตข้าว มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

#AllnewsExpress